บทที่ 5 ความลับในใบเสร็จ 2
ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาในอก ทั้งโล่งใจที่เงินยังอยู่ครบ ทั้งซาบซึ้งในน้ำใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเกรงใจและไม่เข้าใจ
ทำไมเขาต้องช่วยขนาดนี้?
แค่เกี๊ยวน้ำกุ้งวันนั้นเธอก็เกรงใจจะแย่ นี่เล่นลดค่ารักษาหลักหมื่น เขาทำแบบนี้ต้องการอะไร หรือแค่สงสาร?
กะทิพับใบเสร็จเก็บใส่กระเป๋า เธอเดินกลับไปส่งยายที่รถ
"ยายรอตรงนี้นะจ๊ะ เปิดแอร์เย็นๆ ไว้ เดี๋ยวหนูขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียว เดี๋ยวมา"
ยายจำปีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
กะทิปิดประตูรถ แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในตึกโรงพยาบาล
เป้าหมายไม่ใช่ห้องน้ำ
แต่เป็นห้องตรวจหมายเลข 1 ที่แผนกอายุรกรรมหัวใจ
หน้าห้องตรวจที่คุ้นเคยในยามเย็น พยาบาลหน้าห้องเริ่มเก็บของเตรียมกลับบ้าน แต่ยังมีคนไข้นั่งรออยู่อีกสองสามคิว
กะทิเดินไปหยุดที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล
"ขอโทษนะคะ... อาจารย์หมอภิภพยังตรวจไม่เสร็จเหรอคะ?"
พยาบาลเงยหน้าขึ้นมอง จำกะทิได้แม่นเพราะเป็นหลานสาวคนไข้ VIP (ที่หมอสั่งให้ดูแลเป็นพิเศษ)
"อ๋อ คุณกะทิ ยังค่ะ เหลืออีกสองคิวค่ะ อาจารย์รับเคสแทรกเยอะวันนี้ มีธุระด่วนหรือเปล่าคะ? ฝากบอกไว้ได้นะ"
"ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ กะทิรอได้ กะทิแค่อยากจะขอบคุณคุณหมอเรื่องคุณยายน่ะค่ะ"
"งั้นเชิญนั่งรอด้านโน้นก่อนนะคะ เดี๋ยวคนไข้หมดแล้วจะเรียนอาจารย์ให้"
กะทิเดินไปนั่งที่เก้าอี้พักคอยมุมสุด สายตาจดจ้องไปที่ประตูไม้บานใหญ่
ในหัวเต็มไปด้วยคำถามและคำพูดที่เตรียมมา
เธอจะบอกเขาว่าอะไร? ขอบคุณ? หรือจะเอาเงินส่วนต่างไปคืน?
ถ้าคืน เขาจะรับเหรอ? เขาเป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาล เงินแค่นี้คงเศษเงินหลังตู้เย็นของเขา แต่สำหรับเธอมันคือเงินกินข้าวทั้งเดือน
ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน
ทำไมเขาถึงดีกับเธอนักนะ?
หรือเพราะเธอเป็นเด็กดีที่ยอมเชื่อฟังเรื่องลดความอ้วน?
หรือเพราะเขาสงสารที่เธอไม่มีพ่อแม่?
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ คนไข้คนสุดท้ายเดินออกจากห้องตรวจ พยาบาลหน้าห้องเก็บของเสร็จก็เดินมาบอก
"คุณกะทิคะ เชิญค่ะ อาจารย์ว่างแล้ว"
กะทิสูดหายใจลึก ลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"เชิญครับ"
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยอนุญาต กะทิเปิดประตูเข้าไป
หมอภิภพกำลังนั่งก้มหน้าเขียนอะไรบางอย่างลงในแฟ้ม เสื้อกาวน์ถูกถอดพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ เหลือเพียงเชิ้ตสีฟ้าตัวเก่งที่พับแขนขึ้น
เขาดูเหนื่อยล้ากว่าเมื่อตอนบ่ายเล็กน้อย แต่ยังคงความดูดีสมวัย
หมอภิภพเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นใคร แววตาเหนื่อยล้าก็เปลี่ยนเป็นประกายวาบขึ้นมาทันที แต่เขาก็รีบปรับสีหน้าให้นิ่งขรึมตามสไตล์
"อ้าว... คุณกะทิ ลืมอะไรหรือเปล่าครับ? หรือยายอาการไม่ดี?"
เขาถามพลางวางปากกาลง
กะทิเดินเข้าไปหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน ไม่ยอมนั่งลง
เธอล้วงกระเป๋าหยิบใบเสร็จรับเงินที่พับไว้ออกมา แล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
"กะทิไม่ได้ลืมของค่ะ... แต่กะทิสงสัยใบเสร็จใบนี้"
หมอภิภพเหลือบมองกระดาษแผ่นนั้นเพียงแวบเดียว แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ประสานมือไว้ที่หน้าตักด้วยท่าทีสบายๆ
"สงสัยอะไรครับ? การเงินคิดเงินผิดเหรอ?"
"ผิดค่ะ... ผิดมากด้วย" กะทิเสียงแข็งขึ้นนิดหนึ่ง "ทำไมมันถึงเหลือแค่พันห้าคะ? ยานอกสามตัว ค่าห้องฉุกเฉิน ค่าหมอ รวมๆ แล้วมันน่าจะเกือบหมื่น... แต่ในนี้เขียนว่าได้รับส่วนลดจาก ผอ."
เธอจ้องตาเขาเขม็ง
"คุณหมอทำใช่ไหมคะ?"
หมอภิภพไม่หลบตา เขาขยับแว่นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มจางๆ ที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร
"ผมเป็น ผอ. ผมมีสิทธิ์อนุมัติเคสที่น่าสนใจเพื่อเป็นกรณีศึกษา... ยายจำปีอาการซับซ้อน ผมอยากเก็บข้อมูลไว้สอนนักศึกษาแพทย์ ก็เลยให้ทุนสนับสนุน... ผิดตรงไหนครับ?"
ข้ออ้างฟังดูดี มีหลักการสมเป็นอาจารย์หมอ
แต่กะทิไม่ใช่เด็กสามขวบ
"ยายกะทิรักษามาสองปี อาการก็เหมือนเดิมตลอด ไม่เคยเห็นมีใครมาศึกษา... ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งมาน่าสนใจตอนที่คุณหมอมาตรวจคะ?"
เธอย้อนถามอย่างคนทันเกม
"และอีกอย่าง... เกี๊ยวน้ำกุ้งคืนนั้น ก็กรณีศึกษาเหรอคะ?"
หมอภิภพชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของเขาทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไป
เขาลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมายืนพิงขอบโต๊ะด้านหน้า ใกล้กับจุดที่กะทิยืนอยู่
ระยะห่างที่ลดลงทำให้กะทิต้องเงยหน้ามองเขา
"ฉลาดนะเราน่ะ..."
เขาเอ่ยชมเสียงนุ่ม ทิ้งมาด ผอ. จอมเฮี้ยบไปจนหมด
"จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจริงๆ"
"สรุปว่าคุณหมอช่วยกะทิใช่ไหมคะ?" กะทิถามย้ำ ความรู้สึกเกรงใจตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว "คุณหมอทำแบบนี้ทำไมคะ? กะทิเป็นแค่คนไข้ ไม่ใช่ญาติฝ่ายไหนของคุณหมอ... เงินตั้งหลายพัน กะทิเกรงใจค่ะ กะทิรับไว้ไม่ได้หรอก"
"แล้วจะทำยังไง? จะเอาเงินมาคืนผมเหรอ?" เขาเลิกคิ้วถาม
"ค่ะ! กะทิจะหามาคืน... อาจจะไม่ใช่ตอนนี้ แต่กะทิจะทยอยผ่อนคืนให้จนครบ"
"ไม่เอา"
เขาตอบปฏิเสธทันที เสียงแข็งขึ้นมาเล็กน้อย
"ผมไม่รับคืน... ผมให้ก็คือให้"
"แต่กะทิ..."
"ฟังนะกะทิ"
หมอภิภพก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด จนกะทิได้กลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ ของเขาชัดเจน
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มมีน้ำรื้นๆ ของเธอ
"เงินหกเจ็ดพัน สำหรับผม... มันแค่ค่าไวน์ขวดเดียว หรือค่าดินเนอร์มื้อเดียวที่ผมแทบไม่มีเวลาไปกิน"
"แต่สำหรับคุณ... มันคือค่าอาหารทั้งเดือน มันคือเงินทุนที่คุณต้องเอาไปหมุนขายของ มันคือความสบายใจที่คุณไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใคร"
กะทิเม้มปากแน่น น้ำตาไหลลงมาหนึ่งหยด
เขาพูดถูกทุกอย่าง... ถูกจนน่าเจ็บใจ
"ผมรู้ว่าคุณเก่ง คุณสู้ชีวิต... แต่บางครั้ง คนเก่งก็ต้องการคนช่วยประคองบ้าง"
มือหนาเอื้อมมาหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะ ส่งให้เธอ
"ผมไม่ได้ช่วยเพราะสมเพช หรือเพราะคุณน่าสงสาร... ผมช่วย เพราะผม 'อยาก' ช่วย"
"ทำไม..." กะทิรับทิชชูมาซับน้ำตา เสียงอู้อี้ "ทำไมถึงอยากช่วยคะ?"
หมอภิภพนิ่งไปครู่หนึ่ง
สายตาที่มองเธอแปรเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาของผู้ใหญ่ใจดีอีกแล้ว แต่มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น เป็นความรู้สึกที่เขาเก็บซ่อนไว้มานานภายใต้หน้ากากเย็นชา
เขาอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า... เพราะผมชอบคุณ เพราะผมแอบมองคุณมาตั้งนานแล้ว เพราะผมทนเห็นคุณลำบากไม่ได้
แต่... มันยังเร็วเกินไป
ไก่จะตื่นเสียเปล่าๆ
"เพราะคุณเป็น... คนไข้พิเศษของผม"
เขาเลือกใช้คำที่กำกวมที่สุด
"ผมบอกแล้วไง ว่าผมกำลัง 'บำบัด' คุณอยู่... ถ้าคนไข้ของผมต้องมานั่งเครียดเรื่องเงินจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพแย่ลง การบำบัดของผมก็ล้มเหลวสิ จริงไหม?"
กะทิมองหน้าเขา พยายามค้นหาความจริงในดวงตาคู่นั้น
คำตอบของเขามันฟังดูสมเหตุสมผลแบบแปลกๆ แต่ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันทำให้เธอเถียงไม่ออก
"คนไข้พิเศษ..." เธอทวนคำเบาๆ
"ใช่... พิเศษมากด้วย"
หมอภิภพยิ้มมุมปาก มือหนาเผลอยกขึ้นไปวางบนศีรษะทุยๆ ของเธอแล้วโยกเบาๆ อย่างลืมตัว
"เพราะฉะนั้น เลิกคิดมาก เลิกดื้อ แล้วก็เก็บเงินของคุณไว้ซื้อข้าวกินดีกว่า... อย่าให้ผมเห็นนะว่าแอบไปกินบะหมี่อีก ไม่งั้นคราวหน้าผมจะปรับเงินจริงๆ ด้วย"
สัมผัสอุ่นๆ บนหัวทำให้กะทิตัวแข็งทื่อ
ใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะทะลุอกออกมา
หมอลูบหัว...
ผู้ชายวัยสี่สิบกว่า ที่เป็นถึง ผอ. โรงพยาบาล กำลังลูบหัวเธอด้วยสายตาที่... หวานเชื่อมขนาดนี้
นี่มันไม่ใช่แค่หมอกับคนไข้แล้ว!
กะทิหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู เธอรีบถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อหลบมือเขา
"อะ... เข้าใจแล้วค่ะ... ขอบคุณนะคะคุณหมอ"
เธอยกมือไหว้เขาอีกครั้งแบบลนๆ
"งั้น... กะทิขอตัวไปดูยายก่อนนะคะ ยายรอนานแล้ว"
พูดจบก็รีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้หมอภิภพยืนค้างมืออยู่ที่เดิม
เมื่อแผ่นหลังบางลับตาไป หมอภิภพก็หลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขามองมือตัวเองที่เพิ่งสัมผัสผมนุ่มๆ ของเธอ
"นุ่มเหมือนที่คิดไว้เลยแฮะ..."
วันนี้เขาเสียเงินไปหลายพันแลกกับรอยยิ้มโล่งใจของเธอและสุขภาพของยายจำปี
คุ้ม... ยิ่งกว่าคุ้ม
"รีบๆ รู้ตัวสักทีสิเด็กดื้อ... หมาแก่ตัวนี้รอจนหางกระดิกไม่ไหวแล้วนะ"
